ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

SUMIF() ใน Excel: คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้น

เรียนรู้การใช้ฟังก์ชัน SUMIF() ของ Excel เพื่อรวมค่าที่ตรงเงื่อนไข พร้อมอธิบายไวยากรณ์ ตัวอย่างใช้งานจริง และข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
อัปเดตแล้ว 2 ส.ค. 2569  · 13 นาที อ่าน

สำรวจด้วย AI

เปิดใน ChatGPTเปิดใน Claudeเปิดใน Perplexity

ในการใช้ SUMIF() ใน Excel ให้พิมพ์ =SUMIF(range, criteria, [sum_range]) โดยที่ range คือช่วงเซลล์ที่จะตรวจสอบ criteria คือเงื่อนไขที่ต้องการให้ตรง และ sum_range คือช่วงเซลล์ที่จะนำมาบวก สูตรนี้ช่วยให้รวมค่าเฉพาะที่ตรงตามเงื่อนไขได้ โดยไม่ต้องกรองหรือบวกแถวด้วยมือ

ในบทความนี้ เราจะอธิบายไวยากรณ์ของ SUMIF() อย่างละเอียด เดินผ่านตัวอย่างทีละขั้น เปรียบเทียบ SUMIF() กับฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องอย่าง SUMIFS() และ COUNTIF() และพูดถึงข้อผิดพลาดที่มักทำให้ผู้เริ่มต้นสับสน

SUMIF() ใน Excel คืออะไร?

SUMIF() คือฟังก์ชันใน Excel ที่ใช้บวกตัวเลข แต่จะบวกเฉพาะค่าที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด พูดง่ายๆ คือระบุให้ Excel ค้นหาอะไร และมันจะบวกเฉพาะค่าที่ตรงเท่านั้น

สูตร SUM() แบบง่าย จะบวกทุกอย่างในช่วง ส่วน SUMIF() จะคัดเลือกมากกว่า มันจะตรวจแต่ละเซลล์เทียบกับเงื่อนไข แล้วบวกเฉพาะที่ผ่าน หากไม่ตรง Excel ก็ข้าม

ตัวอย่างเช่น อาจใช้สูตรนี้เมื่อ:

  • เปิดร้านและอยากรู้รายได้จากสินค้าเฉพาะอย่างเดียว
  • ติดตามรายจ่ายและอยากรวมยอดของหมวดเดียว เช่น ของชำหรือค่าเช่า
  • ดูแลทีมงานและอยากรวมชั่วโมงทำงานของพนักงานคนใดคนหนึ่ง

SUMIF() เหมาะกับทุกกรณี เพราะไม่ได้ต้องการยอดรวมทั้งหมด แต่อยากได้เพียงส่วนหนึ่งของมัน

ไวยากรณ์ของ SUMIF()

สูตร SUMIF() มีโครงสร้างดังนี้:

=SUMIF(range, criteria, [sum_range])

ในไวยากรณ์นี้: 

  • range: กลุ่มเซลล์ที่ Excel จะตรวจสอบเงื่อนไข เป็นบริเวณที่ใช้ตัดสินว่าอะไรตรงหรือไม่ตรง 

  • criteria: บอกให้ Excel รู้ว่าจะค้นหาอะไรในช่วง อาจเป็นคำ ตัวเลข หรือสัญลักษณ์อย่าง ">100"

  • sum_range (ไม่บังคับ): ช่วงตัวเลขที่จะนำมาบวกเมื่อเจอที่ตรง หากข้ามส่วนนี้ Excel จะบวกค่าจากช่วง range เอง

มาดูตัวอย่างสั้นๆ เพื่อเห็นการทำงานร่วมกันของทั้งสามส่วน:

=SUMIF(A2:A11, "Apples", B2:B11)

ในสูตรนี้ 

  • A2:A10 คือช่วงที่ค้นหา Apples 

  • Apples คือเงื่อนไขที่ต้องตรงแบบคำเป๊ะๆ 

  • B2:B10 คือ sum_range ที่เก็บตัวเลขยอดขายที่ตรงกัน

ดังนั้น เราจะตรวจคอลัมน์ A หา Apples ทุกครั้งที่พบ จึงบวกตัวเลขในแถวเดียวกันจากคอลัมน์ B

การใช้ SUMIF() เพื่อรวมค่าตามเงื่อนไขใน Excel

ใช้ SUMIF() เพื่อรวมค่าตามเงื่อนไข ภาพโดยผู้เขียน

วิธีใช้ SUMIF() ใน Excel

ในการใช้ SUMIF() ใน Excel ทำตามขั้นตอนนี้: 

ขั้นตอนที่ 1: ระบุช่วง (range)

เราจะใช้ชุดข้อมูลต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง: 

ชุดข้อมูลสำหรับ SUMIF() ใน Excel

ชุดข้อมูลสำหรับ SUMIF() ภาพโดยผู้เขียน

เลือกช่วงที่ต้องการใช้เงื่อนไข ในที่นี้ เราต้องการค้นหา Apples, ซึ่งอยู่ในคอลัมน์ Product ดังนั้นช่วงคือ A2:A11.

ขั้นตอนที่ 2: ตั้งค่าเงื่อนไข (criteria)

เนื่องจากเราต้องการ Apples เงื่อนไขก็คือ Apples.

สามารถพิมพ์เงื่อนไขลงในสูตรโดยตรง หรืออ้างอิงเซลล์ที่มีเงื่อนไขนั้นก็ได้ ที่นี่เราพิมพ์โดยตรง จึงต้องใส่เครื่องหมายอัญประกาศคู่เพราะเป็นข้อความ

ขั้นตอนที่ 3: ตั้งค่าช่วงผลรวม (sum range) ช่วงผลรวมคือที่ที่มีตัวเลขจริง เราต้องการรวมยอดขาย ดังนั้นช่วงผลรวมคือ B2:B11.

ช่วงผลรวมไม่จำเป็นต้องมีขนาดหรืออยู่ตำแหน่งเดียวกับช่วงที่ค้นหา เพียงต้องเรียงตรงกันตามแถว เพื่อให้ค่าที่ SUMIF() บวกเป็นค่าจากแถวเดียวกับที่เงื่อนไขตรง

ตอนนี้สูตรจะเป็นแบบนี้:

=SUMIF(A2:A11, "Apples", B2:B11)

การทำงานจะเป็นดังนี้:

  • แถวที่ 2 มี Apples จึงบวก 120 เข้าไป 
  • แถวที่ 3 เป็น Oranges จึงถูกข้าม 
  • แถวที่ 4 เป็น Apples อีกครั้ง จึงบวก 150 เข้าไป 
  • เช่นเดียวกับแถว 8 และ 11 จึงบวก 90 และ 130 ตามลำดับ

ผลลัพธ์สุดท้ายคือ 490

รวมยอดขายสินค้าโดยใช้ SUMIF ใน Excel

รวมยอดขายสินค้าโดยใช้ SUMIF() ภาพโดยผู้เขียน

ตัวอย่าง SUMIF()

ต่อไปมาดูสถานการณ์อื่นๆ ที่ SUMIF() ช่วยได้ แต่ละกรณีใช้เงื่อนไขต่างรูปแบบกัน เราจะไล่ดูทีละแบบ

รวมตัวเลขที่มากกว่า/น้อยกว่าค่าที่กำหนด

บางครั้งเราไม่ได้อยากตรงกับคำเฉพาะ แต่ต้องการดึงทุกค่าเหนือหรือต่ำกว่าตัวเลขหนึ่ง

เพื่อรวมยอดขายที่มากกว่า 100 เขียนดังนี้:

=SUMIF(B2:B11, ">100", B2:B11)

ในตารางของเรา ค่าที่มากกว่า 100 ได้แก่ 120, 150, 110 และ 130 รวมกันได้ 510

สังเกตว่าที่นี่ช่วงที่ตรวจและช่วงผลรวมเหมือนกัน เพราะเราตรวจที่ตัวเลขเอง ไม่ได้จับคู่กับคอลัมน์อื่น

สำหรับยอดขายที่น้อยกว่า 50 สูตรจะเป็น:

=SUMIF(B2:B11, "<50", B2:B11)

ในตารางของเราไม่มีค่าต่ำกว่า 50 ดังนั้นสูตรจะได้ค่า 0 ไม่ใช่ข้อผิดพลาด แค่ไม่มีรายการตรงเงื่อนไข

SUMIF รวมตัวเลขที่ตรงกับเงื่อนไขมากกว่าหรือน้อยกว่าใน Excel

รวมค่าที่ตรงกับเงื่อนไขมากกว่าหรือน้อยกว่า ภาพโดยผู้เขียน

รวมตามวันที่

วันที่ทำงานต่างออกไปเล็กน้อย เพราะ Excel เก็บเป็นตัวเลขลำดับต่อเนื่องจากจุดเริ่มต้นที่กำหนดไว้ จึงสามารถใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบกับวันที่ได้เช่นเดียวกับตัวเลขทั่วไป

สมมติว่ามีคอลัมน์วันที่สั่งซื้ออยู่ในคอลัมน์ C และต้องการยอดขายหลังวันที่ 1 มีนาคม 2026 สูตรจะเป็น:

=SUMIF(C2:C11, ">"&DATE(2026,3,1), B2:B11)

ในภาพหน้าจอด้านล่าง ได้ไฮไลต์วันที่ที่ตรงและยอดรวมที่ได้

เราใช้ฟังก์ชัน DATE() แทนการพิมพ์วันที่ตรงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด เพราะ Excel อาจตีความรูปแบบวันที่ต่างกันตามการตั้งค่าภูมิภาค

ถ้าต้องการค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนใดเดือนหนึ่ง เช่น มีนาคม 2026 จะต้องมีสองเงื่อนไข ไม่ใช่เงื่อนไขเดียว เพราะตรวจช่วง ไม่ได้ตรวจจุดเดียว 

ตรงนี้คือขีดจำกัดของ SUMIF() — เดี๋ยวเราจะพูดถึงในการเปรียบเทียบถัดไป

ยอดขายที่ตรงตามเงื่อนไขวันที่ด้วย SUMIF ใน Excel

ยอดขายที่ตรงตามเงื่อนไขวันที่ด้วย SUMIF() ภาพโดยผู้เขียน

ใช้การอ้างอิงเซลล์เป็นเงื่อนไข

ที่ผ่านมา เราพิมพ์เงื่อนไขลงในสูตรโดยตรง เช่น "Apples" หรือ ">100" วิธีนี้ใช้ได้ แต่ไม่ยืดหยุ่น หากอยากตรวจสินค้าตัวอื่น ต้องแก้สูตรทุกครั้ง

วิธีที่ดีกว่าคืออ้างอิงเซลล์ แทน สมมติว่าเซลล์ A6 มีคำว่า Grapes สูตรของเราจะเป็น:

=SUMIF(A2:A11, A6, B2:B11)

สูตรนี้จะรวมค่าทั้งหมดของ Grapes ตอนนี้ถ้าต้องการตรวจสินค้าตัวอื่น ก็แค่เปลี่ยนค่าที่เซลล์ A6 โดยไม่ต้องแตะสูตรเลย

ใช้การอ้างอิงเซลล์แทนการเขียนเงื่อนไขแบบฮาร์ดโค้ดใน SUMIF Excel

ใช้การอ้างอิงเซลล์แทนการฮาร์ดโค้ดเงื่อนไข ภาพโดยผู้เขียน

การใช้ Wildcard กับ SUMIF()

Wildcard ใช้จับรูปแบบเมื่อไม่รู้ข้อความที่แน่นอน เช่น ไม่รู้คำเต็ม แต่รู้ว่าคำขึ้นต้นด้วยตัวอักษร B 

SUMIF() รองรับ wildcard สองแบบ: 

  • * แทนจำนวนอักขระใดๆ ก็ได้ จะเป็นศูนย์ ตัวเดียว หรือร้อยตัวก็ได้

  • ? แทนจำนวนอักขระหนึ่งตัวถ้วนๆ

มาดูการใช้งานกับตารางสินค้า

สินค้าที่ขึ้นต้นด้วย "A"

สมมติอยากได้ยอดขายรวมของสินค้าที่ขึ้นต้นด้วยตัว A แทนที่จะเขียนสูตรสี่สูตรสำหรับ Apples, Apricots, Avocados และ Almonds ใช้สูตรเดียวด้วย wildcard จัดการทั้งหมดได้:

=SUMIF(A2:A8, "A*", B2:B8)

ดอกจันหลังตัวอักษร A บอกให้สูตรจับคู่ตัว A ตามด้วยอะไรก็ได้ สินค้าทุกตัวที่ขึ้นต้นด้วย A ในตารางจะถูกนับ นั่นคือ 120 บวก 90 บวก 60 บวก 75 ได้ 345

ค้นหาสินค้าที่ขึ้นต้นด้วยตัว A ด้วย wildcard * ใน Excel

สินค้าที่ขึ้นต้นด้วยตัว A โดยใช้ wildcard * ภาพโดยผู้เขียน

ชื่อที่มีบางคำอยู่ภายใน

Wildcard ใช้ตรงกลางคำได้เช่นกัน สมมติอยากได้สินค้าทุกตัวที่มีคำว่า “an” อยู่ที่ไหนสักแห่งในชื่อ จะครอบคลุมทั้ง Bananas และ Oranges 

สำหรับกรณีนี้ สูตรคือ:

=SUMIF(A2:A8, "*an*", B2:B8)

เครื่องหมายดอกจันทั้งสองด้าน หมายถึงเราไม่สนใจว่ามีก่อนหรือหลังคำว่า an อะไรบ้าง ขอแค่มี an อยู่ตรงไหนสักแห่ง ก็ถือว่าตรงเงื่อนไข 

เมื่อนำไปใช้กับตารางของเรา จะรวมยอดขายจากทั้ง Bananas และ Oranges ได้ 175 

wildcard * ค้นหาชื่อสินค้าที่มีอักขระบางตัวใน Excel

เครื่องหมาย * ค้นหาสินค้าที่มีอักขระบางตัวอยู่ภายในชื่อ ภาพโดยผู้เขียน

ควรใช้ ? แทน * เมื่อใด

? จับคู่จำนวนอักขระหนึ่งตัวพอดี หากมีรหัสสินค้า และต้องการเฉพาะรหัสที่มีตัวเลขเพียงหนึ่งหลักหลังตัวอักษร A ให้เขียนว่า:

=SUMIF(A2:A7, "A?", B2:B7)

สูตรนี้จะจับคู่กับ A1, A2 และ A3 แต่ไม่รวม A10 หรือ A11 เพราะมีตัวอักษรหลัง A สองตัว ไม่ใช่หนึ่งตัว

จับคู่รูปแบบด้วย wildcard ? ใน Excel

จับคู่รูปแบบด้วย wildcard ? ภาพโดยผู้เขียน

สรุป:

  • ใช้ * เมื่อความยาวข้อความแปรผัน 

  • ใช้ ? เมื่อรู้จำนวนอักขระที่แน่ชัด

SUMIF() เทียบกับ SUMIFS()

SUMIFS() ทำงานคล้ายกับ SUMIF()

  • SUMIF() ตรวจทีละเงื่อนไข 

  • SUMIFS() ตรวจหลายเงื่อนไขพร้อมกัน

นี่คือการเปรียบเทียบแบบย่อน.

 

SUMIF()

SUMIFS()

เงื่อนไข

หนึ่งเงื่อนไข

หลายเงื่อนไข

ลำดับไวยากรณ์

ช่วง (range) มาก่อน แล้วตามด้วยเงื่อนไข

ช่วงผลรวมมาก่อน แล้วตามด้วยคู่ช่วงและเงื่อนไข

เหมาะสำหรับ

ผลรวมง่ายๆ ที่มีเงื่อนไขเดียว

ผลรวมที่ขึ้นกับมากกว่าหนึ่งเงื่อนไข

ไวยากรณ์ของ SUMIFS() คือ:

SUMIFS(sum_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], …)

ความแตกต่างจาก SUMIF() คือ sum_range อยู่ท้าย ในขณะที่ SUMIFS() อยู่หน้า 

มาดูตัวอย่างกัน 

ในตารางยอดขาย เราต้องการยอดรวมของ Apples แต่เฉพาะรายการที่ยอดขายมากกว่า 100 ซึ่งเป็นสองเงื่อนไข 

ต่างจาก SUMIF() ตรงที่ SUMIFS() จัดการได้ ดังนี้: 

=SUMIFS(B2:B11, A2:A11, "Apples", B2:B11, ">100")

ที่นี่ B2:B11 คือ sum_range ซึ่งอยู่ก่อน จากนั้นเป็นคู่เงื่อนไข: A2:A11 กับ Apples และ B2:B11 กับ >100 Excel จะตรวจทั้งสองเงื่อนไขในแต่ละแถว และบวกยอดขายเฉพาะเมื่อทั้งคู่เป็นจริง

SUMIFS() ตรวจหลายเงื่อนไขพร้อมกันใน Excel

SUMIFS() ตรวจหลายเงื่อนไขพร้อมกัน ภาพโดยผู้เขียน

SUMIF() เทียบกับ COUNTIF()

SUMIF() และ COUNTIF() ดูคล้ายกัน เพราะทั้งคู่ตรวจเงื่อนไขก่อนทำงาน แต่หน้าที่ไม่เหมือนกัน

  • SUMIF() รวมค่าที่ตรงเงื่อนไข 

  • COUNTIF() นับจำนวนเซลล์ที่ตรงเงื่อนไข 

นี่คือการเปรียบเทียบแบบย่อน.

 

SUMIF()

COUNTIF()

ทำอะไร

รวมค่าที่ตรงเงื่อนไข

นับจำนวนเซลล์ที่ตรงเงื่อนไข

ประเภทผลลัพธ์

ผลรวม

จำนวนนับ

ต้องมีช่วงผลรวม

ต้องมี

ไม่ต้องมี

เหมาะสำหรับ

ยอดรวม เช่น ยอดขายหรือชั่วโมงทำงาน

ความถี่ เช่น จำนวนครั้งที่สิ่งหนึ่งปรากฏ

ฟังก์ชันหนึ่งให้ผลลัพธ์เป็นยอดรวม อีกฟังก์ชันให้จำนวนนับ มาดูแบบเคียงข้างกันโดยใช้ตารางยอดขายเดิม

เราต้องการรู้สองอย่างเกี่ยวกับ Apples 

  1. ขายรวมได้เท่าไร
  2. คำว่า Apples ปรากฏกี่ครั้งในรายการ

สำหรับยอดรวม ใช้ SUMIF():

=SUMIF(A2:A11, "Apples", B2:B11)

สูตรนี้จะบวกยอดขายทุกแถวที่สินค้าเป็น Apples ได้ 490

สำหรับจำนวนนับ ใช้ COUNTIF():

=COUNTIF(A2:A11, "Apples")

สูตรนี้นับจำนวนแถวที่มีคำว่า Apples ได้ 4

COUNIF() นับจำนวนครั้งที่ปรากฏในเซลล์ใน Excel

COUNIF() นับจำนวนครั้งที่ปรากฏในเซลล์ ภาพโดยผู้เขียน

COUNTIF() ต้องการเพียงช่วงและเงื่อนไข เพราะไม่มีอะไรให้บวก ส่วน SUMIF() ต้องมีช่วงผลรวมด้วย เพราะต้องดึงตัวเลขจากที่ใดที่หนึ่งมารวม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยกับ SUMIF()

แม้เป็นสูตรง่ายๆ ก็อาจพลาดได้ นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พร้อมวิธีแก้

ใช้ช่วงผิด

เกิดขึ้นเมื่อช่วงที่ตรวจและช่วงผลรวมไม่เรียงตรงกันตามแถว เช่น ช่วงที่ตรวจคือ A2:A11 แต่ช่วงผลรวมเป็น B2:B10 ทำให้ไม่ตรงกันหนึ่งแถว และยอดรวมจะคลาดเคลื่อน บางครั้งไม่มีข้อความผิดพลาดเตือนเลย

วิธีแก้: ให้แน่ใจว่าช่วงทั้งสองเริ่มและจบที่แถวเดียวกัน หากช่วงที่ตรวจคือ A2:A11 ช่วงผลรวมก็ควรครอบคลุมแถว 2 ถึงแถว 11 เช่นกัน

ลืมใส่ช่วงผลรวม

สมมติอยากบวกคอลัมน์ B แต่เงื่อนไขตรวจในคอลัมน์ A หากเขียนสูตรโดยใส่แค่ A2:A11 และเงื่อนไข โดยไม่ใส่ช่วงผลรวม Excel จะถือว่าต้องการบวกคอลัมน์ A เอง ไม่ใช่คอลัมน์ B ผลลัพธ์จึงผิด

วิธีแก้: ใส่ช่วงผลรวมทุกครั้งเมื่อคอลัมน์ที่ตรวจต่างจากคอลัมน์ที่ต้องการบวก หากสองคอลัมน์เป็นคอลัมน์เดียวกัน จะละไว้ก็ได้ แต่ใส่ไว้จะชัดเจนกว่า

ไวยากรณ์ของเงื่อนไขไม่ถูกต้อง

หากเขียน >100 โดยไม่มีอัญประกาศ จะเกิดข้อผิดพลาด ต้องเขียนเป็น ">100" พร้อมอัญประกาศคู่ รอบๆ ข้อความ อัญประกาศเดี่ยวก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน

วิธีแก้: เงื่อนไขที่มีข้อความหรือสัญลักษณ์เปรียบเทียบ ต้องใส่อัญประกาศเสมอ หากจับคู่ตัวเลขตรงๆ เช่น 100 เพียงตัวเดียว ไม่ต้องใส่ แต่ทันทีที่มีสัญลักษณ์หรือคำ ผสานอยู่ในเงื่อนไข ต้องใส่อัญประกาศ

ตัวเลขถูกเก็บเป็นข้อความ

บางครั้งตัวเลขในสเปรดชีตดูเหมือนตัวเลข แต่ Excel ปฏิบัติกับมันเป็นข้อความ มักเกิดเมื่อดึงข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น ไฟล์ CSV หรือระบบส่งออกข้อมูล 

จะสังเกตได้ถ้าตัวเลขชิดซ้ายแทนที่จะชิดขวา ซึ่งเป็นวิธีที่ Excel แสดงข้อความตามปกติ

เมื่อเกิดกรณีนี้ SUMIF() ที่ใช้เงื่อนไขเปรียบเทียบอย่าง ">100" จะทำงานไม่ถูกต้อง เพราะ Excel เปรียบเทียบข้อความเหมือนตัวเลขจริงไม่ได้

วิธีแก้: แปลงข้อความให้กลับเป็นตัวเลข ไปที่แท็บ Home > กลุ่ม Number แล้วเลือก General หรือ Number จากเมนูแบบเลื่อนลง

ช่องว่างเกินในค่าข้อความ

เช่น เซลล์หนึ่งมี "Apples" แต่อีกเซลล์มี "Apples " พร้อม ช่องว่างท้ายคำ มองด้วยตาเหมือนกัน แต่ SUMIF() จะมองว่าต่างกัน และไม่นับว่าเป็นคู่ที่ตรง

วิธีแก้: ครอบสูตรของคุณด้วยฟังก์ชัน TRIM() เพื่อตัดช่องว่างเกินออกก่อน แล้วจึงค่อยรันสูตร เพื่อให้ "Apples" และ "Apples " ถูกมองว่าเป็นคำเดียวกัน

แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับ SUMIF()

นิสัยเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างทำให้ SUMIF() ใช้งานง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสเปรดชีตใหญ่ขึ้น ข้อแนะนำมีดังนี้

  • ใช้อ้างอิงเซลล์แทนการฮาร์ดโค้ดเงื่อนไข: การพิมพ์ "Apples" ลงในสูตรโดยตรงทำได้ แต่ต้องแก้สูตรทุกครั้งที่อยากตรวจอย่างอื่น ชี้ไปที่เซลล์แทน แล้วเปลี่ยนค่าในเซลล์นั้น สูตรไม่ต้องแก้

  • ให้ช่วงมีขนาดเท่ากัน: ช่วงที่ตรวจและช่วงผลรวมควรครอบคลุมจำนวนแถวเท่ากันเสมอ หากช่วงหนึ่งครอบคลุมแถว 2 ถึง 11 แต่อีกช่วงหยุดที่แถว 10 ยอดรวมจะไม่ตรง

  • ใช้ Excel Tables สำหรับข้อมูลที่เพิ่มขึ้น: ช่วงปกติอย่าง A2:A11 จะไม่รวมแถวใหม่อัตโนมัติเมื่อข้อมูลเพิ่ม แปลงข้อมูลให้เป็น Excel Table เพื่อให้ตารางขยายเองเมื่อเพิ่มแถว และสูตร SUMIF() จะขยายตาม ไม่ต้องอัปเดตด้วยมือ

  • ทดสอบสูตรด้วยตัวอย่างง่ายๆ: ใช้ข้อมูล 5–6 แถวที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ตรวจว่าสูตรให้ผลตามคาด จะช่วยจับความผิดพลาดได้ตั้งแต่แรก ก่อนลามไปหลายร้อยแถว

  • ใช้ SUMIFS() เมื่อมีมากกว่าหนึ่งเงื่อนไข: ทันทีที่ต้องตรวจสองอย่างพร้อมกัน เช่น สินค้าและช่วงวันที่ ควรสลับไปใช้ SUMIFS() ความพยายามบังคับให้ SUMIF() ทำงานแบบนั้นมักนำไปสู่สูตรแก้ขัดที่อ่านยากและพังง่าย

ข้อคิดส่งท้าย

SUMIF() คือวิธีที่ง่ายที่สุดในการรวมค่าที่ตรงเพียงหนึ่งเงื่อนไข ระบุช่วง เงื่อนไข และช่วงผลรวม แล้วปล่อยให้สูตรจัดการที่เหลือ

เริ่มจากเงื่อนไขง่ายๆ เช่น จับคู่ชื่อสินค้าหรือจำนวนที่มากกว่าค่าที่กำหนด เมื่อคุ้นเคยแล้ว wildcard และการอ้างอิงเซลล์จะทำให้สูตรยืดหยุ่นขึ้นโดยไม่เปลี่ยนหลักการทำงาน

หากต้องตรวจสองอย่างพร้อมกันเมื่อใด นั่นคือสัญญาณให้ย้ายไปใช้ SUMIFS()

FAQs

ฟังก์ชัน SUMIF() คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่-เล็กหรือไม่?

ไม่ ฟังก์ชัน SUMIF() ไม่แยกแยะตัวพิมพ์ใหญ่-เล็ก เช่น เงื่อนไขอย่าง "Apples", "APPLES" และ "apples" จะจับคู่เซลล์ชุดเดียวกันทั้งหมด

จะใช้ “not equal to” ในสูตร SUMIF() อย่างไร?

ใช้ตัวดำเนินการ <> ภายในอัญประกาศ ตัวอย่างเช่น สูตรนี้จะรวมยอดขายของสินค้าทุกชนิดยกเว้น Apples:

=SUMIF(A2:A10,"<>Apples",B2:B10)

SUMIF() รวมค่าจากเวิร์กชีตอื่นได้หรือไม่?

ได้ ทำโดยใส่ชื่อเวิร์กชีตก่อนช่วงเซลล์:

=SUMIF(Sales!A2:A100,"Apples",Sales!B2:B100)

ถ้าชื่อเวิร์กชีตมีช่องว่าง ให้ใส่อัญประกาศเดี่ยวครอบ:

=SUMIF('Monthly Sales'!A2:A100,"Apples",'Monthly Sales'!B2:B100)

ทำไม Excel ใช้อัฒภาคแทนจุลภาคในสูตร SUMIF()?

ตัวคั่นอาร์กิวเมนต์ของ Excel ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าภูมิภาคของคอมพิวเตอร์ บางภูมิภาคใช้เครื่องหมายอัฒภาคแทนเครื่องหมายจุลภาค

ดังนั้นสูตรเดียวกันอาจแสดงเป็น:

=SUMIF(A2:A10;"Apples";B2:B10)

การทำงานของสูตรเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่ตัวคั่นเท่านั้น

SUMIF() ใช้ร่วมกับ named range ได้หรือไม่?

ได้ Named range ช่วยให้สูตรอ่านง่ายขึ้น หากคอลัมน์ A และ B ถูกตั้งชื่อว่า Products และ Sales สูตรจะเป็น:

=SUMIF(Products,"Apples",Sales)

โดยช่วงที่ตั้งชื่อจะต้องครอบคลุมแถวที่ตรงกัน

หัวข้อ

เรียน Excel กับ DataCamp

Tracks

พื้นฐาน Excel

16 ชม.
เรียนรู้ทักษะสำคัญที่คุณต้องใช้ในการใช้งาน Excel ตั้งแต่การเตรียมข้อมูลไปจนถึงการเขียนสูตรและการสร้างภาพข้อมูล ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน
ดูรายละเอียดRight Arrow
เริ่มหลักสูตร
ดูเพิ่มเติมRight Arrow