Courses
หากเคยทำงานกับสเปรดชีต Excel ขนาดใหญ่ น่าจะเห็นพ้องกันว่าบางครั้งก็ชวนสับสนเมื่อมองสูตรอย่าง =SUM(D2:D200)*0.075 หลายเดือนหลังจากที่เขียนไว้
Name Manager เป็นเครื่องมือในตัวของ Excel ที่ให้ตั้งชื่อที่อ่านออกความหมายให้กับช่วงเซล ค่าคงที่ และสูตรได้ แทนที่จะใช้การอ้างอิงเซลแบบ C2:C200 สูตรของคุณจะอ่านเหมือนภาษาอังกฤษธรรมดา เช่น Total_Sales
บทความนี้จะครอบคลุมทุกอย่างที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Name Manager ใน Excel ตั้งแต่มันคืออะไรและทำไมจึงสำคัญ วิธีสร้างและแก้ไขช่วงที่ตั้งชื่อ วิธีการทำงานของขอบเขต (scope) ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ Excel หรือสร้างโมเดล Excel มานานแล้ว ก็มีประโยชน์สำหรับคุณ
Name Manager ใน Excel คืออะไร?
Name Manager เป็นเครื่องมือในตัวของ Excel ที่ให้ดู สร้าง แก้ไข และลบช่วงที่ตั้งชื่อและสูตรที่ตั้งชื่อจากที่เดียว ลองนึกถึงแอปสมุดรายชื่อในสมาร์ตโฟน ที่แทนการท่องจำหมายเลขโทรศัพท์ (ที่อยู่เซล เช่น C2, D20) ก็เพียงค้นหาตามชื่อที่บันทึกไว้
ช่วงที่ตั้งชื่อก็ทำงานแบบเดียวกัน: แทนการอ้างอิง B1:B20 คุณสามารถตั้งชื่อช่วงนั้นว่า Total_Sales และสูตรใดๆ ในเวิร์กชีตนั้นก็ใช้ Total_Sales แทนที่อยู่เซลได้
จะพบได้ในริบบอน Formulas คลิก Name Manager ในกลุ่ม Defined Names

ทำไมต้องใช้ Name Manager ใน Excel?
เหตุผลหลักของ Name Manager คือความอ่านง่าย ลองเปรียบเทียบสองตัวอย่างนี้
= SUM(C2:C120) * D1
SUM(Sales_Revenue) * Tax_Collected
ทั้งสองให้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่สูตรที่สองบอกหน้าที่ของมันโดยไม่ต้องคิดเพิ่ม ซึ่งสำคัญมากเมื่อจำเป็นต้องแชร์เวิร์กบุ๊กกับเพื่อนร่วมงาน หรือย้อนกลับมาใช้อีกหลายเดือนถัดไป
แม้จะเข้าใจได้เองอยู่แล้ว แต่สรุปข้อดีอย่างเป็นทางการมีดังนี้:
-
สูตรสะอาดขึ้น: ป้ายกำกับที่อธิบายได้แทนที่อยู่เซลด้วยชื่อที่เข้าใจง่าย สูตรอย่าง
= VLOOKUP(A2, Product_Catalog, 3, FALSE)เข้าใจง่ายกว่า= VLOOKUP(A2, Sheet2!$A$1:$F$500, 3, FALSE) -
นำทางได้ง่าย: เลือกช่วงที่ตั้งชื่อจากช่องชื่อ (Name Box) แล้วนำไปใช้ในการคำนวณใดก็ได้ เวิร์กบุ๊กขนาดใหญ่จะช่วยประหยัดเวลา
-
ดูแลง่ายขึ้น: หากช่วงข้อมูลขยายจากแถว 150 เป็นแถว 300 ก็เพียงอัปเดตช่วงที่ตั้งชื่อครั้งเดียวใน Name Manager ทุกสูตรที่อ้างอิงจะอัปเดตเอง โดยไม่ต้องค้นหา-แทนที่หรือแก้มือในสูตรจำนวนมาก
-
ลดข้อผิดพลาด: การอ้างอิงเซลแบบฮาร์ดโค้ดอาจพังเมื่อมีการเลื่อนแถวหรือคอลัมน์ ช่วงที่ตั้งชื่อช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มาก
วิธีเปิด Name Manager ใน Excel
มีสองวิธีในการเปิด Name Manager:
- เส้นทางริบบอน: ไปที่แท็บ Formulas → กลุ่ม Defined Names → Name Manager
- คีย์ลัด: กด Ctrl + F3 บนแป้นพิมพ์ วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลา
วิธีสร้างช่วงที่ตั้งชื่อใน Excel Name Manager
ขั้นตอนการสร้างช่วงที่ตั้งชื่อใน Excel มีดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1: เปิด Name Manager
กด Ctrl + F3 หรือไปที่แท็บ Formulas → Name Manager เพื่อเปิด Name Manager

ขั้นตอนที่ 2: คลิก New
ในกล่องโต้ตอบ Name Manager คลิกปุ่ม New จะมีกล่องโต้ตอบ New Name ขนาดเล็กปรากฏขึ้น

ขั้นตอนที่ 3: ใส่ชื่อ
ในช่อง Name ให้พิมพ์ชื่อที่เข้าใจง่าย ตัวอย่างเช่น: Total_Sales

ตรงนี้ควรกล่าวถึงกฎการตั้งชื่อที่ต้องปฏิบัติตาม:
-
ห้ามมีช่องว่าง (ใช้ขีดล่างแทน:
Total_Salesไม่ใช่Total Sales) -
ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ขีดล่าง (_) หรือแบ็กสแลช (\)
-
ห้ามมีลักษณะเหมือนการอ้างอิงเซล (เช่น
A1) -
ไม่แยกตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ (
salesdataและSalesDataถือเป็นชื่อเดียวกันในขอบเขตเดียวกัน) -
ความยาวสูงสุด 255 อักขระ
ขั้นตอนที่ 4: กำหนดขอบเขต (Scope)
เลือกว่าชื่อนี้จะใช้ได้ทั้งเวิร์กบุ๊กหรือจำกัดเฉพาะเวิร์กชีตใดเวิร์กชีตหนึ่ง รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 5: เพิ่มความคิดเห็น (ไม่บังคับ)
บันทึกสั้นๆ อธิบายว่าช่วงนี้แทนอะไร จะช่วยหลีกเลี่ยงความสับสนในอนาคต โดยเฉพาะในเวิร์กบุ๊กร่วมใช้งาน

ขั้นตอนที่ 6: กำหนดการอ้างอิงเซล
ในช่อง Refers To ให้ใส่การอ้างอิงเซลหรือสูตร พิมพ์เองได้หรือคลิกไอคอนลูกศรเล็กเพื่อเลือกเซลบนชีตโดยตรง
สำหรับช่วงของเซล:
=Sheet1!$A$2:$A$8
สำหรับค่าคงที่หนึ่งค่า (เช่น อัตราส่วนลดคงที่):
=0.075
สำหรับสูตร:
=SUM(Sheet1!$A$2:$A$8)

ขั้นตอนที่ 7: คลิก OK
คลิก OK เพื่อบันทึกชื่อ ชื่อนี้จะปรากฏในรายการ Name Manager และสามารถใช้ในสูตรใดๆ ภายในขอบเขตของมัน
ตัวอย่าง ก่อนตั้งชื่อ:
=IF(D2 > 50000, D2 * 0.15, D2 * 0.10)
หลังจากตั้งชื่อ D2 เป็น Annual_Income และกำหนด High_Tax_Rate = 0.15 กับ Low_Tax_Rate = 0.10:
=IF(Annual_Income > 50000, Annual_Income * High_Tax_Rate, Annual_Income * Low_Tax_Rate)
ตรรกะชัดเจนขึ้นทันที แม้กับคนที่อ่านสูตรครั้งแรก
วิธีแก้ไขชื่อใน Excel Name Manager
ข้อมูลอาจเปลี่ยน ช่วงคำนวณอาจขยาย หรือกฎธุรกิจอาจปรับ ซึ่งไม่เป็นไรเพราะสามารถแก้ไขได้ด้วย Excel Name Manager ขั้นตอนแก้ไขชื่อมีดังนี้:
- เปิด Name Manager (Ctrl + F3)
- เลือกชื่อที่ต้องการเปลี่ยนจากรายการ
- คลิก Edit
- แก้ไขช่อง Name, Comment หรือ Refers To ตามต้องการ
- คลิก OK แล้ว Close
การแก้ไขนี้มีประโยชน์มากเมื่อ:
-
แหล่งข้อมูลถูกย้าย: หากแผ่นงานถูกจัดระเบียบใหม่และข้อมูลเริ่มที่แถว 5 แทนแถว 2 ให้ปรับการอ้างอิงจาก
$A$2:$A$100เป็น$A$5:$A$103 -
เวิร์กบุ๊กขยายตัว: ช่วงที่เคยครอบคลุม 100 แถว อาจต้องครอบคลุม 500 แถว แก้ไขช่อง
Refers Toแล้วทุกสูตรที่ใช้ชื่อนั้นจะอัปเดตพร้อมกัน -
ตรรกะของสูตรเปลี่ยนไป: หากสูตรที่ตั้งชื่อเช่น
=Revenue - COGSต้องคำนึงถึงยอดคืนสินค้า ก็อัปเดตสูตรได้โดยตรงใน Name Manager โดยไม่ต้องแก้ทีละเซล
สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าไม่สามารถเปลี่ยนขอบเขตของชื่อหลังสร้างแล้วได้ ขอบเขตจะถูกล็อกเมื่อบันทึกชื่อ หากต้องการเปลี่ยน ให้ลบชื่อเดิมและสร้างใหม่พร้อมขอบเขตที่ถูกต้อง
วิธีลบช่วงที่ตั้งชื่อใน Excel
หากไม่ต้องการใช้ชื่อแล้ว วิธีลบมีดังนี้:
- เปิด Name Manager (Ctrl + F3)
- เลือกชื่อที่จะลบ (กด Ctrl ค้างเพื่อเลือกหลายชื่อ)
- คลิก Delete
- ยืนยันเมื่อมีการถาม
แนะนำให้ทบทวนสูตรให้ดีก่อนลบ เพราะหากมีสูตรใดใช้ชื่อนั้นอยู่ Excel จะส่งข้อผิดพลาด #NAME? และทำให้การคำนวณในทั้งเวิร์กบุ๊กเสียหาย
ขอบเขตเวิร์กบุ๊ก vs. ขอบเขตเวิร์กชีตใน Name Manager
ขอบเขตกำหนดว่าช่วงที่ตั้งชื่อจะถูกใช้ที่ไหนได้บ้าง และมักเป็นส่วนที่เข้าใจผิดกันมากที่สุดของ Name Manager
- ขอบเขตเวิร์กบุ๊ก: ชื่อที่อยู่ในขอบเขตเวิร์กบุ๊กจะใช้ได้ในทุกชีตของไฟล์ อ้างอิงได้จาก Sheet1, Sheet3 หรือชีตใหม่ที่เพิ่มภายหลัง นี่คือค่าเริ่มต้นและเป็นตัวเลือกที่พบบ่อยที่สุด
- ขอบเขตเวิร์กชีต: ชื่อที่อยู่ในขอบเขตเวิร์กชีตจะใช้ได้เฉพาะชีตที่กำหนดไว้ หากพยายามใช้ในชีตอื่น Excel จะไม่พบ
ขอบเขตยังเปิดทางให้เกิดชื่อซ้ำได้เมื่อใช้โดยเจตนา ช่วงที่ตั้งชื่อสองรายการสามารถใช้ชื่อเดียวกันได้หากอยู่คนละขอบเขต คุณอาจกำหนด Q1_Budget บน Sheet1 และอีก Q1_Budget บน Sheet2 โดยแต่ละชื่อชี้ไปยังเซลคนละส่วน
ภายในแต่ละชีต ชื่อแบบภายในชีต (local) จะมีลำดับความสำคัญเหนือชื่อระดับเวิร์กบุ๊กที่มีป้ายกำกับเดียวกัน
การออกแบบนี้มีประโยชน์เมื่อสร้างเวิร์กบุ๊กแบบเทมเพลตที่แต่ละชีตแทนภูมิภาค สินค้า หรือช่วงเวลาแตกต่างกัน
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการใช้ Name Manager ใน Excel
มีหลายอย่างที่ควรทำเพื่อให้ Name Manager เป็นระเบียบ ได้แก่
-
ใช้หลักการตั้งชื่อที่ชัดเจน: ใช้
CamelCase (SalesRevenue),snake_case (sales_revenue)หรือคำนำหน้าแยกตามประเภท (rng_Sales,const_TaxRate,calc_NetProfit) ก็ได้ ปัญหาคือความไม่สม่ำเสมอ -
ให้ชื่ออธิบายความหมายแต่กระชับ:
Q3_2024_North_Region_Gross_Revenue_Before_Adjustmentsถูกต้องตามกฎแต่ใช้จริงลำบาก ใช้ชื่อที่ดูรู้เรื่องในทันทีอย่างQ3_North_Revenue -
หลีกเลี่ยงการสร้างชื่อที่ไม่จำเป็น: ไม่ใช่ทุกเซลหรือทุกช่วงต้องมีชื่อ สำรองการตั้งชื่อไว้สำหรับค่าที่ปรากฏในหลายสูตร เซลที่เปลี่ยนบ่อย หรือการอ้างอิงที่อาจทำให้สับสนหากไม่มีบริบท
-
ทบทวนชื่อในเวิร์กบุ๊กใหญ่เป็นระยะ: เวิร์กบุ๊กมักสะสมชื่อค้าง ช่วงที่ชี้ไปยังชีตที่ถูกลบ ค่าคงที่ที่ไม่เป็นจริงแล้ว หรือชื่อซ้ำจากการคัดลอก-วาง เปิด Name Manager ทุกๆ ไม่กี่เดือนและล้างสิ่งที่ไม่จำเป็น
-
บันทึกคำอธิบายให้สูตรที่ตั้งชื่อสำคัญ: ใช้ช่อง Comment ใน Name Manager สำหรับชื่อที่อ่านแล้วไม่เข้าใจหน้าที่ได้ทันที โน้ตอย่าง "ใช้ในสรุปรายงานกำไรขาดทุนรายเดือน ห้ามลบ" ใช้เวลาไม่กี่วินาทีแต่ช่วยลดความสับสนในภายหลัง
Excel Name Manager vs. Define Name
ทั้งคู่อยู่เคียงกันในแท็บ Formulas b และอาจทำให้สับสน ต่อไปนี้คือความแตกต่างระหว่างกัน:
|
คุณลักษณะ |
Define Name |
Name Manager |
|
วัตถุประสงค์ |
สร้างชื่อใหม่หนึ่งรายการ |
ดูและจัดการชื่อทั้งหมดที่มีอยู่ |
|
สิ่งที่เห็น |
กล่องโต้ตอบเดียวสำหรับการสร้างชื่อใหม่ |
รายชื่อทั้งหมดของทุกชื่อในเวิร์กบุ๊ก |
|
เหมาะสำหรับ |
การสร้างชื่อแบบครั้งเดียว รวดเร็ว |
การตรวจสอบ แก้ไข หรือลบชื่อ |
|
การเข้าถึง |
Formulas → Define Name |
สรุป
Name Manager เป็นฟีเจอร์ใน Excel ที่อาจดูเล็กน้อยแต่สำคัญมาก ดังที่กล่าวไป ช่วงที่ตั้งชื่อช่วยให้สูตรอ่านง่าย ลดข้อผิดพลาด และทำให้เวิร์กบุ๊กขนาดใหญ่ดูแลง่ายและแชร์สะดวกขึ้นมาก
หากเพิ่งเริ่มต้น ให้เริ่มจากเล็กๆ ตั้งชื่อช่วงและค่าคงที่ที่ใช้อ้างอิงบ่อย แล้วค่อยสร้างนิสัยจากจุดนั้น สำหรับผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ Name Manager จะกลายเป็นเครื่องมือดูแลความสะอาดของเวิร์กบุ๊กที่ควรเปิดทบทวนเป็นประจำเมื่อโมเดลซับซ้อนขึ้น
หากต้องการต่อยอดทักษะ Excel ลองดูแหล่งข้อมูลที่ยอดเยี่ยมของเรา:
FAQs
ความแตกต่างระหว่างช่วงที่ตั้งชื่อกับสูตรที่ตั้งชื่อคืออะไร?
ช่วงที่ตั้งชื่อจะชี้ไปยังช่วงเซลที่เฉพาะเจาะจง เช่น Total_Sales = Sheet1!$B$2:$B$150
ช่วงที่ตั้งชื่อสองรายการสามารถใช้ชื่อเดียวกันในเวิร์กบุ๊กเดียวกันได้ไหม?
ทำได้ แต่ต้องอยู่คนละขอบเขต Q1_Sales บน Sheet1 และ Q2_Sales บน Sheet2 ภายในชีตเดียวกัน ชื่อแบบภายในชีตจะมีลำดับความสำคัญสูงกว่า
สามารถใช้ Name Manager ใน Excel Online ได้ไหม?
ทำได้ไม่เต็มรูปแบบ ใน Excel Online สามารถใช้ช่วงที่ตั้งชื่อที่มีอยู่แล้วได้ แต่การสร้าง แก้ไข และลบชื่อต้องทำในแอปเดสก์ท็อป
มีขีดจำกัดจำนวนช่วงที่ตั้งชื่อในเวิร์กบุ๊กหรือไม่?
ไม่มีการจำกัดจำนวน แต่หากมีชื่อจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ใช้ OFFSET() หรือ NOW() อาจทำให้การคำนวณช้าลง ดังนั้นควรสร้างเฉพาะชื่อที่จำเป็นจริงๆ และทบทวนเป็นระยะ
ทำไมช่วงที่ตั้งชื่อจึงแสดง #REF! ใน Name Manager?
เกิดจากการที่เซลปลายทางถูกลบ เปิด Name Manager (Ctrl + F3) เลือกชื่อ คลิกแก้ไข แล้วอัปเดตช่อง Refers To ไปยังเซลที่ถูกต้อง หรือหากไม่จำเป็นแล้วให้ลบชื่อทิ้ง